km ไหมสุรินทร์
   
 

หลักการและแนวทางเกษตรอินทรีย์

           คำนิยามที่ว่าเกษตรอินทรีย์ คือ การเกษตรที่มุ่งในการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม น่าจะเป็นการอธิบายเกษตรอินทรีย์ได้อย่างชัดเจนมากที่สุด ซึ่งสหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (International Federation of Organic Agriculture Movements-IFOAM) ซึ่งเป็นเครือข่ายขององค์กรด้านเกษตรอินทรีย์ระหว่างประเทศที่มีสมาชิกกว้างขวางที่สุดในโลก ได้นิยามความหมายเกษตรอินทรีย์ไว้ว่า
“เกษตรอินทรีย์ คือ ระบบการเกษตรที่ผลิตอาหารและเส้นใย ด้วยความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ โดยเน้นหลักที่การปรับปรุงบำรุงดิน การเคารพต่อศักยภาพทางธรรมชาติของพืช สัตว์ และนิเวศการเกษตร เกษตรอินทรีย์จึงลดการใช้ปัจจัยการผลิต จากภายนอกและหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์ เช่น ปุ๋ย สารกำจัดศัตรูพืช และเวชภัณฑ์สำหรับสัตว์ แต่ในขณะเดียวกันก็พยายามประยุกต์ใช้ธรรมชาติ ในการเพิ่มผลผลิต และพัฒนาความต้านทานต่อโรคของพืชและสัตว์เลี้ยง หลักการเกษตรอินทรีย์นี้ เป็นหลักการสากลที่สอดคล้องกับเงื่อนทางเศรษฐกิจ-สังคม ภูมิอากาศ และวัฒนธรรมของท้องถิ่นด้วย”
นัยของเกษตรอินทรีย์ ตามนิยามของสหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ มองเกษตรอินทรีย์ในฐานะของการเกษตรแบบองค์รวม ที่ให้ความสำคัญในเบื้องต้นกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศการเกษตรและทรัพยากรธรรมชาติ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ละเลยมิติด้านสังคมและเศรษฐกิจเพราะความยั่งยืนทางด้านสิ่งแวดล้อมไม่อาจดำรงอยู่ได้โดยแยกออกจากความยั่งยืนทางสังคมและเศรษฐกิจของเกษตรกรความเป็นองค์รวมของเกษตรอินทรีย์ที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศการเกษตรจึงตั้งอยู่บนหลักการของการทำการเกษตรตามวิถีแห่งธรรมชาติ เกษตรกรจะต้องเรียนรู้กฎและวิถีธรรมชาติ ปรับวิธีการในการเพาะปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ให้เหมาะสม กับนิเวศการเกษตรในท้องถิ่น โดยการประยุกต์ปรับใช้กลไกธรรมชาติในการผลิต และปฏิเสธแนวทางการเกษตรที่พยายามฝืนหรือเอาชนะวิถีแห่งธรรมชาติ

หลักการเกษตรอินทรีย์

       1. สุขภาพ
           เกษตรอินทรีย์จะต้องเสริมสร้างสุขภาพของดิน พืช สัตว์ มนุษย์ และโลก อย่างยั่งยืน โดยยึดหลักความเป็นองค์รวมที่ไม่อาจแบ่งแยก
หลักการข้อนี้ชี้ให้เห็นว่า สุขภาพของมนุษย์ในฐานะปัจเจกบุคคล หรือชุมชนก็ดี กับสุขภาพของระบบนิเวศนั้น ไม่อาจแบ่งแยกออกจากกัน ด้วยเหตุผลว่า พืชพันธุ์ธัญญาหารที่จะมีประโยชน์เกื้อกูลต่อสุขภาพของมนุษย์และสัตว์นั้น จะเพาะปลูกได้ในดินที่อุดมสมบูรณ์เท่านั้น
สุขภาพคือ ความเป็นองค์รวมและเอกภาพของระบบชีวิตทั้งมวล มิใช่เป็นแค่ภาวะที่ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ การมีภูมิคุ้มกันที่ดี ความสามารถในการปรับตัว การฟื้นฟูตัวเองได้อย่างรวดเร็ว เป็นลักษณะที่สำคัญ ของสุขภาพ
           เกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การจำหน่าย หรือการบริโภค มีบทบาทในการสร้างเสริมความยั่งยืน และสุขภาพของระบบนิเวศและสรรพชีวิต ตั้งแต่จุลินทรีย์ในดินไปจนถึงมนุษย์ กล่าวให้เฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น เกษตรอินทรีย์มุ่งที่จะผลิตอาหารที่มีคุณภาพ และคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อเกื้อกูลต่อการดูแลสุขภาพ และชีวิตความเป็นอยู่ในเชิงป้องกัน ด้วยเหตุนี้เกษตรอินทรีย์จึงหลีกเลี่ยงและละเว้นจากการใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ยาสำหรับสัตว์ และสารปรุงแต่งอาหารเพราะสิ่งเหล่านี้ส่งผลเสียต่อสุขภาพ

       2. ระบบนิเวศ
           เกษตรอินทรีย์ จะต้องอยู่บนพื้นฐานของระบบ และวงจรนิเวศที่มีชีวิตโดยทำการเกษตรให้สอดคล้อง เลียนแบบ และเกื้อหนุนต่อความยั่งยืนในระบบนิเวศต่าง ๆ จากหลักการข้อนี้ เกษตรอินทรีย์จึงต้องอาศัยระบบนิเวศที่มีชีวิตเป็นรากฐานสำคัญ กล่าวคือการผลิตจะต้องสอดคล้องกับกระบวนการใช้ระบบนิเวศ และมีการใช้ทรัพยากรอย่างหมุนเวียนเป็นวงจร หรือที่เรียกว่า Recycling การบำรุงรักษาความอุดมสมบูรณ์ในพืชและสัตว์ จึงกระทำภายใต้ระบบนิเวศที่แตกต่างกันไปตามเงื่อนไขของระบบการผลิต ตัวอย่างเช่น การผลิตพืชจะต้องอาศัยดินที่มีชีวิต การผลิตสัตว์อาศัยระบบนิเวศของฟาร์ม การผลิตปลาและสัตว์น้ำอื่น ๆ อาศัยสิ่งแวดล้อมในน้ำ ระบบเกษตรอินทรีย์ การเลี้ยงปศุสัตว์ การเก็บของป่า จะต้องสอดคล้องกับวงจรธรรมชาติและความสมดุลของระบบนิเวศวงจรเหล่านี้ถือเป็นหลักสากล แม้ว่าในทางปฏิบัติจะต้องปรับใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละสภาพพื้นที่ การจัดการในระบบเกษตรอินทรีย์ จะต้องปรับให้สอดคล้องกับเงื่อนไข ระบบนิเวศ วัฒนธรรม และขนาดการผลิต ในแต่ละท้องถิ่น และมุ่งลดปัจจัยการผลิต โดยการนำทรัพยากรกลับมาใช้ซ้ำ (Reuse) หรือนำของเสียของทิ้งแล้วมาใช้ให้เป็นประโยชน์ (Recycling) หรือมีการจัดการวัสดุและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้เพื่อรักษาและปรับปรุงคุณภาพของสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากร เกษตรอินทรีย์จะต้องสร้างความสมดุลทางนิเวศ ด้วยการออกแบบระบบการผลิตทางการเกษตร การฟื้นฟูแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ การดำรงไว้ซึ่งความหลากหลายทางพันธุกรรม และทางการเกษตร ผู้ผลิต ผู้แปรรูป ผู้ค้า และผู้บริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ จะต้องปกป้องและทำประโยชน์เกื้อกูลต่อสิ่งแวดล้อมของส่วนรวมอันได้แก่ สภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ แหล่งที่อยู่อาศัยของพืชพรรณและสัตว์ป่า ความหลากหลายทางชีวภาพ อากาศ และน้ำ

       3. ความเป็นธรรม
           เกษตรอินทรีย์จะต้องอยู่บนพื้นฐานของความสัมพันธ์ ที่ก่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อสิ่งแวดล้อมส่วนรวม และเปิดโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิต
ความเป็นธรรมในที่นี้หมายถึง ความเสมอภาค ความเคารพซึ่งกันและกัน ความยุติธรรม และความเป็นผู้มีส่วนร่วม กำหนดชะตากรรมของโลกที่เราอาศัยอยู่ร่วมกันใบนี้ ในระหว่างมนุษย์ด้วยกันเองและระหว่างมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ
หลักการข้อนี้เน้นย้ำว่า ผู้ที่เกี่ยวข้องในเกษตรอินทรีย์จะต้องปฏิบัติต่อกันด้วยความสัมพันธ์ที่เป็นธรรมในทุกระดับ และต่อทุกภาคส่วน ตั้งแต่เกษตรกร คนงาน ผู้แปรรูป ผู้จัดจำหน่าย ผู้ค้า และผู้บริโภค เกษตรอินทรีย์ จะต้องเกื้อหนุนให้ทุกคนที่เกี่ยวข้อง มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีอธิปไตยด้านอาหาร และลดความยากจนโดยมีเป้าหมายที่จะผลิตอาหารและสินค้าที่มีคุณภาพอื่น ๆ ให้มีอย่างพอเพียง
หลักการนี้ยืนยันในสิทธิของสัตว์ ที่จะได้รับการเลี้ยงดูและมีโอกาสในการดำรงชีวิต ที่เหมาะสมกับสภาพทางสรีระ พฤติกรรมธรรมชาติ และความเป็นอยู่ที่ดี
การใช้ทรัพยากรจากธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการผลิตและการบริโภค จะต้องมีการจัดการที่มีความเป็นธรรมทางสังคมและนิเวศ และต้องคำนึงว่าเป็นทรัพยากร ที่ต้องรักษาไว้ให้ลูกหลานของเราในอนาคต ระบบการผลิต การกระจาย และการค้าสินค้าเกษตรอินทรีย์จึงจำเป็นจะต้องเปิดเผย มุ่งให้เกิดความเสมอภาค และนำเอาต้นทุนที่แท้จริงทางสังคม และสิ่งแวดล้อมมาคิดคำนวณด้วยว่าด้วยความระมัดระวังเกษตรอินทรีย์ จะต้องมีการจัดการด้วยความระแวดระวังและรับผิดชอบ เพื่อคุ้มครองสุขภาพและชีวิตที่ดีของคนรุ่นปัจจุบันและรุ่นลูก รุ่นหลาน และสิ่งแวดล้อม เกษตรอินทรีย์เป็นระบบการผลิตที่มีชีวิตและเป็นพลวัตร ที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการ ตลอดจนเงื่อนไขทั้งภายในและภายนอก ผู้ทำเกษตรอินทรีย์สามารถเพิ่มประสิทธิภาพ และผลิตภาพของการผลิตได้ แต่จะต้องไม่กระทำในสิ่งที่เสี่ยงต่อการ ทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ และชีวิตความเป็นอยู่ ด้วยเหตุนี้เทคโนโลยีใหม่ๆ จะต้องได้รับการประเมินอย่างรอบคอบ แม้แต่วิธีการที่ใช้อยู่แล้วก็ควรได้รับการทบทวนด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุที่เราไม่อาจหยั่งรู้เข้าใจระบบนิเวศ และระบบเกษตรได้อย่างบริบูรณ์ การกระทำใด ๆ จึงต้องใช้ความใส่ใจและระมัดระวังอย่างยิ่ง หลักการข้อนี้ถือว่า ความระแวดระวังและความรับผิดชอบเป็นเงื่อนไขสำคัญในการจัดการ การพัฒนา และการเลือกใช้เทคโนโลยีในการผลิตแบบอินทรีย์ วิทยาศาสตร์เป็นสิ่งจำเป็นที่ทำให้เกษตรอินทรีย์มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ปลอดภัย และสอดคล้องกับระบบนิเวศ แต่ลำพังความรู้ทางวิทยาศาสตร์อย่างเดียวไม่ถือว่าเพียงพอ ยังมีความรู้ในแบบอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์จากการปฏิบัติภูมิปัญญาที่สั่งสมมา ความรู้พื้นบ้านดั้งเดิม ต่างก็มีวิธีการแก้ไขปัญหาที่ได้ผ่านการทดสอบของกาลเวลามาแล้ว ดังนั้นเพื่อป้องกันความเสี่ยงอย่างมหันต์ที่จะเกิดขึ้น เกษตรอินทรีย์จึงเน้นให้ใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม และปฏิเสธเทคโนโลยีที่สุ่มเสี่ยง เช่น การดัดแปรพันธุกรรม การตัดสินใจใด ๆ ในเรื่องนี้ จะต้องสะท้อนถึงค่านิยมและความจำเป็นของผู้คนทั้งหมดที่อาจได้รับผลกระทบ โดยมีกระบวนการที่โปร่งใสและเปิดให้มีส่วนร่วม

       4. สุขภาพ
           เกษตรอินทรีย์จะต้องเสริมสร้างสุขภาพของดิน พืช สัตว์ มนุษย์ และโลก อย่างยั่งยืน โดยยึดหลักความเป็นองค์รวมที่ไม่อาจแบ่งแยก
หลักการข้อนี้ชี้ให้เห็นว่า สุขภาพของมนุษย์ในฐานะปัจเจกบุคคล หรือชุมชนก็ดีกับสุขภาพของระบบนิเวศนั้น ไม่อาจแบ่งแยกออกจากกัน ด้วยเหตุผลว่า พืชพันธุ์ธัญญาหารที่จะมีประโยชน์เกื้อกูลต่อสุขภาพของมนุษย์และสัตว์นั้น จะเพาะปลูกได้ในดินที่อุดมสมบูรณ์เท่านั้น
สุขภาพคือ ความเป็นองค์รวมและเอกภาพของระบบชีวิตทั้งมวล มิใช่เป็นแค่ภาวะที่ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ การมีภูมิคุ้มกันที่ดี ความสามารถในการปรับตัว การฟื้นฟูตัวเองได้อย่างรวดเร็ว เป็นลักษณะที่สำคัญ ๆ ของสุขภาพ เกษตรอินทรีย์ ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การกระจาย หรือการบริโภค มีบทบาทในการสร้างเสริมความยั่งยืนและสุขภาพของระบบนิเวศและสรรพชีวิต ตั้งแต่จุลินทรีย์ในดินไปจนถึงมนุษย์ กล่าวให้เฉพาะเจาะจงยิ่งขึ้น เกษตรอินทรีย์มุ่งที่จะผลิตอาหารที่มีคุณภาพและคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อเกื้อกูลต่อการดูแลสุขภาพและชีวิตความเป็นอยู่ในเชิงป้องกัน ด้วยเหตุนี้เกษตรอินทรีย์จึงหลีกเลี่ยงและละเว้นจากการใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมี ป้องกันกำจัดศัตรูพืช ยาสำหรับสัตว์ และสารปรุงแต่งอาหาร เพราะสิ่งเหล่านี้ส่งผลเสียต่อสุขภาพ
จากหลักการพื้นฐานสี่ข้อดังกล่าวข้างต้น ทำให้มีการพัฒนาระบบการผลิตเกษตรอินทรีย์อย่างหลากหลายที่สอดคล้องกลมกลืนกับนิเวศการเกษตรในแต่ละพื้นที่ เกษตรกรเองต้องเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ และพัฒนาความรู้ในการจัดการฟาร์มที่สร้างสรรค์ โดยการผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น กับวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ใช้ การสังเกต-ศึกษา-วิเคราะห์-สังเคราะห์-สรุปเป็นบทเรียน ในการทำการเกษตรที่สอดคล้องกับเงื่อนไขทั้งทางภายภาพแต่ละคน แนวทางพื้นฐานสำคัญดังต่อไปนี้

       1. การอนุรักษ์นิเวศการเกษตร
           วิธีการที่ง่ายแต่มีประสิทธิผลมากที่สุดประการหนึ่งในการอนุรักษ์นิเวศการเกษตรก็คือ การปฏิเสธการใช้สารเคมีสังเคราะห์ทุกชนิดในการผลิต เนื่องจากปัจจัยการผลิตที่เป็นสารเคมีสังเคราะห์นี้จะทำลายสมดุลของนิเวศการเกษตร เพราะสิ่งมีชีวิตที่หลากหลายซึ่งดำรงอยู่กันอย่างสมดุล จะได้รับผลกระทบ
โดยตรงจากการใช้สารเคมีสังเคราะห์ ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช สมดุลนิเวศที่เสียไปนี้ เป็นเหตุปัจจัยพื้นฐานของการระบาดของโรค และแมลงศัตรูพืชในไร่นา เพราะแมลงและสิ่งมีชีวิตที่เป็นประโยชน์จะถูกทำลาย ในขณะที่แมลงและสิ่งมีชีวิตที่เป็นศัตรูพืชกลับสามารถพัฒนาภูมิต้านทานสารเคมีได้อย่างรวดเร็ว
ผลที่ตามมาก็คือการระบาดอย่างรุนแรงของโรคและแมลงศัตรูพืช
       2. การฟื้นฟูนิเวศการเกษตร
           ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า เกษตรอินทรีย์ก็คือการเรียนรู้จากธรรมชาติและปรับการผลิตให้สอดคล้องกับวิถีธรรมชาติ ซึ่งในการดำเนินการนั้น เกษตรกรต้องเรียนรู้กลไกและวงจรธรรมชาติ เช่น วงจรธาตุอาหาร , วงจรน้ำ , พลวัตของภูมิอากาศ รวมถึงการพึ่งพาเกื้อกูลกันของสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตในระบบนิเวศ จากนั้นก็ดำเนินการผลิตให้เป็นไปตามครรลองของกลไกและวงจรธรรมชาติเหล่านั้น
       3. การพึ่งพากลไกธรรมชาติ
           ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า เกษตรอินทรีย์ก็คือการเรียนรู้จากธรรมชาติและปรับการผลิตให้สอดคล้องกับวิถีธรรมชาติ ซึ่งในการดำเนินการนั้น เกษตรกรต้องเรียนรู้กลไกและวงจรธรรมชาติ เช่น วงจรธาตุอาหาร , วงจรน้ำ , พลวัตของภูมิอากาศ รวมถึงการพึ่งพาเกื้อกูลกันของสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตในระบบนิเวศ จากนั้นก็ดำเนินการผลิตให้เป็นไปตรมครรลองของกลไกและวงจรธรรมชาติเหล่านั้น
       4. การควบคุมและป้องกันมลพิษ
           เป้าหมายประการสำคัญประการหนึ่งของเกษตรอินทรีย์ก็คือ การผลิตอาหารที่มีประโยชน์และปลอดภัยต่อผู้บริโภค แต่ในสภาพแวดล้อมของฟาร์มเกษตรในปัจจุบันมักจะมีปัญหาในเรื่องมลพิษที่อาจทำให้เกิดการปนเปื้อนกับผลผลิต ไม่ว่าจะเป็นมลพิษจากสารเคมีการเกษตรของฟาร์มข้างเคียง หรือแม้แต่จากโรงงานอุตสาหกรรมและอื่น ๆ ดังนั้นเกษตรกรที่ทำการผลิตในระบบเกษตรอินทรีย์จึงต้องพยายามที่จะป้องกันการปนเปื้อนให้มีน้อยที่สุด แม้ว่าในท้ายที่สุดเกษตรอินทรีย์อาจจะไม่สามารถป้องกันการปนเปื้อนได้อย่างสมบูรณ์ แต่เกษตรกรควรใช้ความพยายามอย่างดีที่สุดในการป้องกันมลพิษก่อน
       5. การพึ่งพาตนเองด้านปัจจัยการผลิต
           ความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านปัจจัยการผลิตเป็นดัชนีชี้วัดประการหนึ่งของความยั่งยืนของเกษตรอินทรีย์ ซึ่งการพึ่งพาตนเองนี้ไม่มีหมายความในเชิงแคบว่าเกษตรกรจะต้องผลิตปัจจัยการผลิตทั้งหมดเอง ที่จริงแล้วเกษตรอินทรีย์ยอมรับที่เกษตรกรอาจจำเป็นต้องซื้อหาปัจจัยการผลิตจากภายนอกฟาร์ม แต่ทั้งนี้เกษตรกรควรจะพยายามผลิต หรือจัดหาปัจจัยการผลิตพื้นฐานในฟาร์มเองจำนวนหนึ่ง เช่น อินทรียวัตถุ ส่วนปัจจัยการผลิตที่ไม่พอเพียงก็ควรจะจัดหรือซื้อจากละแวกในชุมชนที่เป็นวัสดุที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่นเป็นหลัก ทั้งนี้เพื่อสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและลดปัญหาจากการใช้พลังงานอย่างฟุ่มเฟือยในการขนส่งปัจจัยการผลิตจากแหล่งที่อยู่ห่างไกล
 


จำนวนผู้เข้าชม:Free Web Counter
กลุ่มงานข้อมูลสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานจังหวัดสุรินทร์
ศาลากลางจังหวัดสุรินทร์ ถ.หลักเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ 32000